กำแพงพักใจ – OOCA : Wall of Sharing

กำแพงพักใจ

ทุก(ข์)ปัญหาใจ
มีทางออก
Image is not available
Slider
Image is not available
เยาวชนไทย 7 ล้านคน
กำลังเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต
Image is not available
สาเหตุหลักเกิดจากความเครียด
และความกดดันในชีวิต

อันดับยอดฮิตได้แก้ ความเครียด ความรัก การเรียน เพศ ยาเสพติด ซึมเศร้า อยากตาย และความไม่เข้าใจในครอบครัว

Image is not available
เพราะไม่สะดวกและไม่ไว้ใจ
จึงไม่มีทางออกที่จับต้องได้

ไม่กล้าคุยกับที่บ้านเพราะกลัวแย่กว่าเก่า ครั้นจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ จํานวนจิตแพทย์ในบริเวณบ้านมีไม่มาก ติดต่อแต่ละครั้งก็ใช้เวลารอคิว ไม่ว่าง ยุ่งยากหรือน่าอาย

Slider
แต่ทุกวันนี้เราปรึกษา
ผ่านการวิดีโอคอลได้
เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ส่งผลให้ผู้ปรึกษาสามารถนัดและพบแพทย์ได้ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยไม่ต้องเดินทางออกนอกบ้านและมีความเป็นส่วนตัวสูงขึ้น ซึ่งประหยัดต้นทุนไปได้ถึง 76%

OOCA ซึ่งเป็นผู้นำด้านที่ปรึกษาทางไกล จึงนำเทคโนโลยีนี้มาช่วยแก้ปัญหาร่วมกับสถานศึกษาและองค์กรในโครงการ
Image is not available
Slider
เปิดโอกาสให้คุณร่วมเป็นพลังในการส่งต่อ โดยผู้บริจาคอิสระเช่นคุณ
สามารถบริจาค 470 บาท
เพื่อให้นักศึกษาหนึ่งคนได้เข้าถึงบริการปรึกษาออนไลน์ได้หนึ่งครั้ง
Image is not available
ขั้นตอน 1 : คุณมอบ Gift Card

เงินบริจาค 470 บาท ที่ได้มา ตีค่าเป็น Gift Card 1 ใบ ซึ่งช่วยให้นักศึกษาคนหนึ่งสามารถปรึกษาได้ 1 ครั้ง

Image is not available
ขั้นตอน 2 : ระบบช่วยจับคู่

ระบบจะจับคู่ Gift Card
 กับนักศึกษาที่ลงทะเบียน
จากมหาวิทยาลัยในโครงการ โดยผู้รับไม่ต้องเปิดเผยชื่อหรือเรื่องราวส่วนตัวสามารถใช้ GIFT CARD ได้ทันที

Image is not available
ขั้นตอน 3 : สื่อสารคำขอบคุณและ
กำลังใจ

ผู้บริจาคจะได้รับคำขอบคุณจากนักศึกษา ส่วนนักศึกษาก็จะได้รับกำลังใจหรือข้อความจากผู้บริจาค

Slider
โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ
Image is not available
Image is not available
Image is not available
Image is not available
Image is not available
Image is not available
Slider
Image is not available
จากมุมมองผู้ให้บริการ
อยากให้ทุกคนเข้าถึง
Image is not available

เราไม่คิดค่าใช้จ่ายเลยในการติดตั้งระบบ Ooca analytic ที่ปรกติมีค่าใช้จ่าย หลักแสน ถึงหลักล้านบาท ในการควบคุมดูแลข้อมูลข้อมูลของเด็กนักศึกษา และเจรจาตกลงลดส่วน แบ่งค่าธรรมเนียม80% เพื่อเป็นการกุศลกับกลุ่มจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราในการให้ บริการกับเด็กๆ ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่ลดลงแล้วนี้ ในปีแรกเราจะเชิญชวนผู้ที่สนใจสนับสนุน โครงการให้ร่วมบริจาคก่อนที่ในปีถัดทางมหาวิทยาลัยจะพิจารณาจัดตั้งค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้ เองเพื่อที่เราจะได้สร้างความยั่งยืนให้กับโครงการและส่งต่อความช่วยเหลือนี้ให้กับคนกลุ่มอื่น ที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือต่อไป

ทพญ. กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์
ผู้ก่อตั้ง OOCA
Image is not available
Image is not available
นำข้อมูล
มาพัฒนารอบด้าน
Image is not available

“โครงการนี้ ถือว่าเป็นโครงการพัฒนาสุขภาพและสุขภาวะของนักศึกษา (Good Health and Wellbeing) ซึ่งจะทำให้นักศึกษาของเรามีโอกาส เข้าถึงการดูแลสุขภาพจิตจากผู้เชี่ยวชาญ โดยทางโครงการจะเริ่มประชาสัมพันธ์ให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัย ใน ขณะเดียวกัน จะมีการเก็บข้อมูลและประเมินผลการใช้งานร่วมกับทีม Ooca เพื่อพัฒนางานนี้ต่อไป”


อ. พงศ์วราวุฑฒิ หมื่นยุทธิ

Chief Academic Office, โครงการจัดตั้งสถานพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการสำหรับนักศึกษา (Student Entrepreneurship Development Academy: SEDA) ม. เทคโนโลยีสุรนารี
Image is not available
สังคมร่วมสร้าง
อิมแพคแห่งการให้
Image is not available

“สำหรับโครงการนี้เทใจได้ให้ความร่วมมือกับ Ooca โดยเปิดช่องทางให้คนใจดีและบริษัทต่างๆที่ต้องการแก้ไขปัญหานี้ มีส่วนร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายของการบริการผ่านการบริจาค เพราะเรามีวัตถุประสงค์ให้นักศึกษาที่มีปัญหา และไม่มีรายได้ใด ๆ ได้รับบริการฟรี ทุกการบริจาค 470 บาท จะทำให้นักศึกษาได้รับคำปรึกษา 1 ครั้ง โดย ผู้บริจาคยังสามารถขอรับใบเสร็จเพื่อหักลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย”


เอด้า จิระไพศาลสกุล

ผู้อำนวยการเว็บไซต์เทใจดอทคอม
previous arrow
next arrow
Slider
Slider
Slider

แอดมิชเศร้า เมื่อการเข้ามหา'ลัยเป็นทั้งหมดของชีวิต

ถ้าจะบอกว่า “เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน” ก็คงจะดูเป็นวาทกรรมที่ปัดความรับผิดชอบ และหลีกหนีความจริงไปสักหน่อย เพราะถ้าเรียนที่ไหนก็เหมือนกันจริง เราคงไม่เห็นเด็กมัธยมปลายฯ กดดัน เคร่งเครียด อ่านหนังสือสอบ ทำพอร์ตเล่มหนา กวดวิชาหามรุ่มหามค่ำ เพื่อต้องการเข้ามหาวิทยาลัยไหนก็ได้หรอกจริงไหม

เชื่อว่าคนที่เคยผ่านหลายๆ สนามสอบที่มีทั้งการสอบตรง สอบโควตา ก่อนจะมาถึงสนามสุดท้ายอย่างแอดมิชชั่น แล้วพลาดหวังในสนามสำคัญที่เราตั้งเป้าไว้ คงเกิดความรู้สึกเหมือนโลกจะถล่มทลายลงมาตรงหน้า

เราก็เคยผ่านจุดนี้ค่ะ

ตอนนั้นเรารู้สึกเหมือนมืดแปดด้านไปหมด ฟ้าวันนี้มันไม่สดใสเอาเสียเลย แทบจะเดินร้องไห้กลับหอ ไม่ต้องพูดถึงพรุ่งนี้ แค่เอาวันนี้ให้รอดก่อน ไหนจะพ่อแม่ จะบอกยังไง หรือเวลาคนข้างบ้านมาถามว่าลูกสอบติดที่ไหนพร้อมแถลงไขที่เรียนของลูกตัวเองเสร็จสรรพ พ่อแม่เราจะตอบคำถามนี้อย่างไร ไหนจะเพื่อนๆ ที่สอบติดสนามนี้ไปแล้ว แต่ก็ดีใจได้ไม่สุดเพราะยังมีเราที่ไม่ติด ความกดดัน ความอึดอัดแทรกซึมไปหมดทุกลมหายใจ ความรู้สึกไม่อยากตื่นมาเจอวันพรุ่งนี้อยู่ในทุกขณะจิตของเรา

สำหรับเด็กวัยนั้น ปัญหานี้มันช่างหนักหนาและเป็นเรื่องใหญ่มากจริงๆ

“เราพยายามไม่พอเหรอ เราไม่ตั้งใจเหรอ ทำไมเราทำได้แค่นี้”

หลากหลายคำถามทำร้ายตัวเองวนเวียนอยู่ในหัว ยิ่งเวลามีใครมาบอกไม่เป็นไร เอาใหม่ สนามหน้ายังมี สนามสุดท้ายยังมี หรือปีหน้ายังมี ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ ยิ่งถ้าเพื่อนๆ เปิดเทอม ใส่ชุดนักศึกษากันหมดแล้ว เหลือแต่เราที่ต้องรอปีหน้า มีแค่เราที่ยังไม่มีที่เรียน เราจะรับมือไหวไหม จะกล้าออกจากบ้านหรือเปล่า…

เรื่องของคนแพ้ไม่เคยได้รับการขยาย บนหน้าหนังสือพิมพ์หรือโซเชียลมีเดีย เต็มไปด้วยข่าวคะแนนสูงสุด ที่หนึ่งของประเทศ โรงเรียนมัธยมศึกษาส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการสอบเข้า มีทั้งห้องพิเศษ ห้องคิง ห้องความถนัดแพทย์ วิศวะฯ วิทย์ คณิตฯ ภาษาที่สาม และ English Program เต็มไปหมด

แต่จะมีสักกี่โรงเรียนที่มีคลินิกสุขภาพจิต พร้อมให้คำปรึกษามีเวลาที่นักเรียนมีปัญหาอื่นนอกเหนือจากการเรียน

ถึงแม้ความกดดันจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย อาจจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรง ที่นำไปสู่โรคซึมเศร้า หรือการฆ่าตัวตาย เช่นเดียวกับการให้คุณค่ากับเด็กเก่ง สอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เพียงมีพื้นที่ให้คนที่ล้ม สามารถลุกขึ้นสู้ได้ใหม่ ไม่ไปตอกย้ำ ซ้ำเติมจนเขารู้สึกว่าพรุ่งนี้ไม่มีความหมายก็เพียงพอแล้ว เพราะดอกไม้แต่ละพันธุ์ผลิบานไม่พร้อมกันฉันใด วันแห่งความสำเร็จของเราก็อาจจะมาไม่ถึงพร้อมคนอื่นฉันนั้น

เพียงแค่เราซื่อสัตย์กับความสามารถ ความฝันของเราแล้วไปให้สุดในเส้นทางที่เลือกเดิน แม้การเชื่อมต่อจุดในชีวิตของเราอาจจะไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ แต่เราก็มีเส้นทางชีวิตของตัวเองที่สวยงามได้ไม่แพ้กัน

-------------

ข่าวดีคือวันนี้นักศึกษาปริญญาตรีในมหาลัยรัฐสามารถลงทะเบียนใช้บริการจิตแพทย์ออนไลน์ได้ฟรีผ่านแอพพลิเคชัน Ooca โดยลงทะเบียนและอ่านรายละเอียดหรือบริจาคให้กับโครงการได้ที่ www.wallofsharing.com
#ooca #wallofsharing #กำแพงพักใจ
... See MoreSee Less

แอดมิชเศร้า เมื่อการเข้ามหาลัยเป็นทั้งหมดของชีวิต 

ถ้าจะบอกว่า “เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน” ก็คงจะดูเป็นวาทกรรมที่ปัดความรับผิดชอบ และหลีกหนีความจริงไปสักหน่อย เพราะถ้าเรียนที่ไหนก็เหมือนกันจริง เราคงไม่เห็นเด็กมัธยมปลายฯ กดดัน เคร่งเครียด อ่านหนังสือสอบ ทำพอร์ตเล่มหนา กวดวิชาหามรุ่มหามค่ำ เพื่อต้องการเข้ามหาวิทยาลัยไหนก็ได้หรอกจริงไหม

เชื่อว่าคนที่เคยผ่านหลายๆ สนามสอบที่มีทั้งการสอบตรง สอบโควตา ก่อนจะมาถึงสนามสุดท้ายอย่างแอดมิชชั่น แล้วพลาดหวังในสนามสำคัญที่เราตั้งเป้าไว้ คงเกิดความรู้สึกเหมือนโลกจะถล่มทลายลงมาตรงหน้า

เราก็เคยผ่านจุดนี้ค่ะ

ตอนนั้นเรารู้สึกเหมือนมืดแปดด้านไปหมด ฟ้าวันนี้มันไม่สดใสเอาเสียเลย แทบจะเดินร้องไห้กลับหอ ไม่ต้องพูดถึงพรุ่งนี้ แค่เอาวันนี้ให้รอดก่อน ไหนจะพ่อแม่ จะบอกยังไง หรือเวลาคนข้างบ้านมาถามว่าลูกสอบติดที่ไหนพร้อมแถลงไขที่เรียนของลูกตัวเองเสร็จสรรพ  พ่อแม่เราจะตอบคำถามนี้อย่างไร  ไหนจะเพื่อนๆ ที่สอบติดสนามนี้ไปแล้ว แต่ก็ดีใจได้ไม่สุดเพราะยังมีเราที่ไม่ติด ความกดดัน ความอึดอัดแทรกซึมไปหมดทุกลมหายใจ ความรู้สึกไม่อยากตื่นมาเจอวันพรุ่งนี้อยู่ในทุกขณะจิตของเรา 

สำหรับเด็กวัยนั้น ปัญหานี้มันช่างหนักหนาและเป็นเรื่องใหญ่มากจริงๆ 

“เราพยายามไม่พอเหรอ เราไม่ตั้งใจเหรอ ทำไมเราทำได้แค่นี้” 

หลากหลายคำถามทำร้ายตัวเองวนเวียนอยู่ในหัว ยิ่งเวลามีใครมาบอกไม่เป็นไร เอาใหม่ สนามหน้ายังมี สนามสุดท้ายยังมี หรือปีหน้ายังมี ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ ยิ่งถ้าเพื่อนๆ เปิดเทอม ใส่ชุดนักศึกษากันหมดแล้ว เหลือแต่เราที่ต้องรอปีหน้า มีแค่เราที่ยังไม่มีที่เรียน เราจะรับมือไหวไหม จะกล้าออกจากบ้านหรือเปล่า…

เรื่องของคนแพ้ไม่เคยได้รับการขยาย บนหน้าหนังสือพิมพ์หรือโซเชียลมีเดีย เต็มไปด้วยข่าวคะแนนสูงสุด ที่หนึ่งของประเทศ โรงเรียนมัธยมศึกษาส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการสอบเข้า มีทั้งห้องพิเศษ ห้องคิง  ห้องความถนัดแพทย์ วิศวะฯ วิทย์ คณิตฯ ภาษาที่สาม และ English Program เต็มไปหมด 

แต่จะมีสักกี่โรงเรียนที่มีคลินิกสุขภาพจิต พร้อมให้คำปรึกษามีเวลาที่นักเรียนมีปัญหาอื่นนอกเหนือจากการเรียน 

ถึงแม้ความกดดันจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย อาจจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรง ที่นำไปสู่โรคซึมเศร้า หรือการฆ่าตัวตาย เช่นเดียวกับการให้คุณค่ากับเด็กเก่ง สอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เพียงมีพื้นที่ให้คนที่ล้ม สามารถลุกขึ้นสู้ได้ใหม่ ไม่ไปตอกย้ำ ซ้ำเติมจนเขารู้สึกว่าพรุ่งนี้ไม่มีความหมายก็เพียงพอแล้ว เพราะดอกไม้แต่ละพันธุ์ผลิบานไม่พร้อมกันฉันใด วันแห่งความสำเร็จของเราก็อาจจะมาไม่ถึงพร้อมคนอื่นฉันนั้น 

เพียงแค่เราซื่อสัตย์กับความสามารถ ความฝันของเราแล้วไปให้สุดในเส้นทางที่เลือกเดิน แม้การเชื่อมต่อจุดในชีวิตของเราอาจจะไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ แต่เราก็มีเส้นทางชีวิตของตัวเองที่สวยงามได้ไม่แพ้กัน

-------------

ข่าวดีคือวันนี้นักศึกษาปริญญาตรีในมหาลัยรัฐสามารถลงทะเบียนใช้บริการจิตแพทย์ออนไลน์ได้ฟรีผ่านแอพพลิเคชัน Ooca โดยลงทะเบียนและอ่านรายละเอียดหรือบริจาคให้กับโครงการได้ที่ www.wallofsharing.com
#ooca #wallofsharing #กำแพงพักใจ

โลกซึมเศร้า แล้วเราอยู่ตรงไหน

สำหรับในประเทศไทย เราอาจจะได้ยินและเริ่มทำความรู้จักมากขึ้นในช่วงราว 2-3 ปีมานี้ แน่นอนว่าโรคนี้ไม่ได้เพิ่งมี หรือมีเฉพาะในไทย แต่มีมานานแล้วแถมยังเป็นสาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรทั่วโลกอีกด้วยค่ะ

องค์การอนามัยโลกรายงานว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าในระยะ 10 ปีที่ผ่านมากว่า 3,000 ล้านคนทั่วโลก การเจ็บป่วยดังกล่าวส่งผลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจในปี 2553 มากถึง 800 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ เพราะผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยทำงานนั่นเอง (ประมาณ 10% ของคนวัยทำงานในสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญปัญหาโรคซึมเศร้า หรือทุกๆ 1 ใน 10 คน!)

ในประเทศไทยก็มีผู้ป่วยโรคนี้มากถึง 1.5 ล้านคน แต่การเข้ารับการรักษาไม่มากเท่าที่ควรเพราะไม่ใช่โรคที่แสดงอากาารทางร่างกายอย่างฉับพลัน ไม่เหมือนการเป็นไข้หรือการบาดเจ็บที่ใครๆ เห็นปั๊บก็รู้ว่าป่วยปุ๊บ แต่เป็นโรคที่ซ่อนอยู่ข้างใน .... แต่ผลลัพธ์ที่เกิดจากโรคซึมเศร้าที่ไม่ได้รับการรักษา อาจจะอันตรายถึงชีวิต เพราะผู้ป่วยโรคนี้มีโอกาสพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่า

เรียกได้ว่า นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเล็กๆ หรือเป็นแค่ภาวะหนึ่งทางอารมณ์อย่างที่เข้าใจผิดกันมาแต่แรก ดังนั้นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อโรคสำหรับทั้งตัวผู้ป่วยเอง และคนในสังคมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ให้คนรอบข้างไม่มองผู้ป่วยว่าสำออย เมื่อไรจะหายเศร้า ทำจิตใจให้สดใสเข้าไว้สิ หรือเป็นบ้าเหรอ ผู้ป่วยก็จะไม่มองตัวเองเป็นตัวประหลาด กล้าที่จะเข้ารับการรักษา เข้าพบจิตแพทย์ เพราะหากทิ้งไว้นานเกินไป อาจจะส่งผลร้ายแรงไปสู่การฆ่าตัวตายได้

ไม่เพียงแต่วัยทำงานเท่านั้น วัยรุ่นก็เป็นอีกวัยที่มีแนวโน้มการฆ่าตัวตายจากโรคซึมเศร้าสูง Ooca : Wall of sharing เห็นความสำคัญในจุดนี้ และให้บริการจิตแพทย์ออนไลน์ฟรีผ่านแอปพลิเคชั่นสำหรับนักศึกษา ได้ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต เพื่อรับมือกับโรคซึมเศร้าได้อย่างถูกต้อง และทันท่วงที เพื่ออนาคตของประชากรวัยทำงานที่มีสุขภาพจิตแข็งแรง พร้อมพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

-------------

ข่าวดีคือวันนี้นักศึกษาปริญญาตรีในมหาลัยรัฐสามารถลงทะเบียนใช้บริการจิตแพทย์ออนไลน์ได้ฟรีผ่านแอพพลิเคชัน Ooca โดยลงทะเบียน บริจาค และอ่านรายละเอียดที่ www.wallofsharing.com
#ooca #wallofsharing #กำแพงพักใจ

อ้างอิงจาก :
www.bbc.com/thai/international-45533427
www.rajanukul.go.th
กรมสุขภาพจิต
... See MoreSee Less

โลกซึมเศร้า แล้วเราอยู่ตรงไหน

สำหรับในประเทศไทย เราอาจจะได้ยินและเริ่มทำความรู้จักมากขึ้นในช่วงราว 2-3 ปีมานี้ แน่นอนว่าโรคนี้ไม่ได้เพิ่งมี หรือมีเฉพาะในไทย แต่มีมานานแล้วแถมยังเป็นสาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรทั่วโลกอีกด้วยค่ะ

องค์การอนามัยโลกรายงานว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าในระยะ 10 ปีที่ผ่านมากว่า 3,000  ล้านคนทั่วโลก การเจ็บป่วยดังกล่าวส่งผลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจในปี 2553 มากถึง 800 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ เพราะผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยทำงานนั่นเอง (ประมาณ 10% ของคนวัยทำงานในสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญปัญหาโรคซึมเศร้า หรือทุกๆ 1 ใน 10 คน!)

ในประเทศไทยก็มีผู้ป่วยโรคนี้มากถึง 1.5 ล้านคน แต่การเข้ารับการรักษาไม่มากเท่าที่ควรเพราะไม่ใช่โรคที่แสดงอากาารทางร่างกายอย่างฉับพลัน ไม่เหมือนการเป็นไข้หรือการบาดเจ็บที่ใครๆ เห็นปั๊บก็รู้ว่าป่วยปุ๊บ แต่เป็นโรคที่ซ่อนอยู่ข้างใน .... แต่ผลลัพธ์ที่เกิดจากโรคซึมเศร้าที่ไม่ได้รับการรักษา อาจจะอันตรายถึงชีวิต เพราะผู้ป่วยโรคนี้มีโอกาสพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่า

เรียกได้ว่า นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเล็กๆ หรือเป็นแค่ภาวะหนึ่งทางอารมณ์อย่างที่เข้าใจผิดกันมาแต่แรก ดังนั้นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อโรคสำหรับทั้งตัวผู้ป่วยเอง และคนในสังคมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ให้คนรอบข้างไม่มองผู้ป่วยว่าสำออย เมื่อไรจะหายเศร้า ทำจิตใจให้สดใสเข้าไว้สิ หรือเป็นบ้าเหรอ ผู้ป่วยก็จะไม่มองตัวเองเป็นตัวประหลาด กล้าที่จะเข้ารับการรักษา เข้าพบจิตแพทย์ เพราะหากทิ้งไว้นานเกินไป อาจจะส่งผลร้ายแรงไปสู่การฆ่าตัวตายได้

ไม่เพียงแต่วัยทำงานเท่านั้น วัยรุ่นก็เป็นอีกวัยที่มีแนวโน้มการฆ่าตัวตายจากโรคซึมเศร้าสูง Ooca : Wall of sharing เห็นความสำคัญในจุดนี้ และให้บริการจิตแพทย์ออนไลน์ฟรีผ่านแอปพลิเคชั่นสำหรับนักศึกษา ได้ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต เพื่อรับมือกับโรคซึมเศร้าได้อย่างถูกต้อง และทันท่วงที เพื่ออนาคตของประชากรวัยทำงานที่มีสุขภาพจิตแข็งแรง พร้อมพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

-------------

ข่าวดีคือวันนี้นักศึกษาปริญญาตรีในมหาลัยรัฐสามารถลงทะเบียนใช้บริการจิตแพทย์ออนไลน์ได้ฟรีผ่านแอพพลิเคชัน Ooca โดยลงทะเบียน บริจาค และอ่านรายละเอียดที่ www.wallofsharing.com
#ooca #wallofsharing #กำแพงพักใจ

อ้างอิงจาก :
 https://www.bbc.com/thai/international-45533427 
http://www.rajanukul.go.th
กรมสุขภาพจิต

แชร์ ถ้าหมายถึงคำทับศัพท์คงมาจาก Share ที่แปลว่าแบ่งปัน หรือเสียงก็ไปพ้องกับแชร์ (Chair) ที่แปลว่าเก้าอี้ได้อีกต่างหาก ถึงแม้ว่าจะเขียนคนละแบบ ความหมายคนละทาง แต่เรากลับรู้สึกว่ามันสามารถเชื่อมถึงกันได้ เพราะบางทีการแบ่งปัน ก็ทำให้ใครอีกคนรู้สึกได้พัก เหมือนได้นั่งเก้าอี้เพื่อพักผ่อนหลังจากที่เดินจนหมดแรงมาแล้วทั้งวัน

แล้วคำว่าแชร์ในความคิดของคุณ เป็นแบบไหนบ้าง?

เรื่องการแชร์ ถือว่าเป็นคำที่มีความหมายมากๆ เพราะถ้าคุณเคยสัมผัสกับสิ่งที่รู้สึกว่าดีมาก วิเศษ มหัศจรรย์ จนรู้สึกดีกับตัวเองแล้ว สิ่งต่อไปที่คุณอยากจะทำคืออะไร...คงหนีไม่พ้นการได้แชร์กับคนรอบข้าง แบ่งปันให้ทุกคนได้รับรู้ว่าสิ่งที่คุณเจอมันวิเศษขนาดไหน เพราะมันทำให้คุณหัวใจพองโตและเต็มอิ่มกว่าการเก็บความรู้สึกนั้นไว้คนเดียวเป็นไหนๆ
ความทุกข์ก็เช่นกัน เวลาที่คุณเจอเรื่องร้ายๆ อึดอัดใจ หาทางไปไม่ถูก การเก็บปัญหาและความทุกข์ไว้คนเดียว อาจจะไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากกัดกินหัวใจให้ผุกร่อนไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าบางครั้งการแชร์ความทุกข์ออกไป อาจจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น หรือแก้ปัญหาได้แต่อย่างใด แต่อย่างน้อยที่สุด การได้ระบายออกไปบ้างก็ทำให้ใจเบาลงไปได้เยอะเลย

การแชร์กับโรคซึมเศร้า ก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เวลาที่คนคนหนึ่งมีเสียง มีเรื่องเป็นร้อยเป็นพันอยู่ในหัว โดยที่บางทีเขาก็เข้าใจ บางทีก็ไม่เข้าใจมัน ได้แต่ปล่อยให้มันวนเวียนไปมา บางทีมันก็เกเรจนต้องแสดงอาการออกมาเป็นโรคซึมเศร้า เป็นความคิดอยากฆ่าตัวตาย รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่าใดๆ แต่การที่เขาได้แชร์เรื่องราว ความรู้สึกนึกคิดในหัวออกมาให้คนที่พร้อมรับฟัง ได้ลองฟังดูบ้างก็ถือเป็นการรักษาอย่างหนึ่งได้เหมือนกัน เราสามารถแบ่งปันสิ่งเหล่านั้นมาจากเขาได้ เพียงแค่รับฟังแบบไม่ตัดสินอะไรก็ใช้ได้แล้ว
หรือแม้แต่อดีตผู้ป่วยที่ผ่านการรักษาจนหายดี รู้เท่าทันตัวเองในระดับหนึ่งแล้วได้แชร์เรื่องราวของตัวเอง ตอนที่ยังเป็นซึมเศร้า การรักษา การก้าวข้ามผ่านโรคนี้มาได้ ให้แก่คนที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคนี้ ผู้ที่กำลังป่วย ก็สามารถช่วยได้เยอะ เขาจะรู้สึกว่าไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่คิดแบบนี้ เป็นแบบนี้ มีคนอีกมากมายที่เจอปัญหาเดียวกัน แล้วถ้าเขาสามารถหายได้ เราก็มีโอกาสที่จะหายได้เหมือนกัน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งการแชร์ที่สร้างกำลังใจได้ไม่น้อยเลย

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่อยากจะแชร์อะไรบางอย่างที่สามารถช่วยผู้ป่วยโรคซึมเศร้า แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน คนรอบกายก็ไม่มีใครเป็นโรคนี้ ลองเปิดใจมอง Ooca : Wall of sharing ดูค่ะ คุณจะได้ช่วยทั้งนักศึกษา ผู้เป็นอนาคตของชาติในอนาคต เพราะเราเห็นว่าในวัยที่กำลังจะออกมาขับเคลื่อนประเทศหากเกิดปัญหาสุขภาพจิตกับพวกเขา แล้วอนาคตวัยทำงานของเราจะเป็นอย่างไร หรืออัตราการฆ่าตัวตายจะสูงขึ้นไหม หากว่าเด็กไม่มีเงินไปรักษา เราจึงเปิดโอกาสให้คุณร่วม “แชร์” และเป็นพลังในการส่งต่อผ่านการบริจาค โดยผู้บริจาคอิสระเช่นคุณ�สามารถบริจาค 470 บาท เพื่อให้นักศึกษาหนึ่งคนได้เข้าถึงบริการปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์ได้หนึ่งครั้ง ผู้บริจาคจะได้รับคำขอบคุณจากนักศึกษา ส่วนนักศึกษาก็จะได้รับกำลังใจหรือข้อความจากผู้บริจาค
เท่านี้ก็เป็นการแชร์ทุนทรัพย์ แชร์น้ำใจสู่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้ไม่ยากแล้ว หรือท้ายที่สุดแล้วจริงๆ อยากช่วยแต่ทุนทรัพย์ยังไม่พร้อม แค่ช่วย “แชร์” บทความของเรา ก็เป็นการช่วยได้อีกทางแล้วค่ะ แชร์กันเยอะๆ นะ ^^

-------------------------------------------------------------------------
ถ้าสนใจสนับสนุน ทำบุญอย่างเป็นรูปธรรม บริจาคได้ที่ www.taejai.com/wallofsharing ค่ะ ^_^ 🙏
#ooca #wallofsharing #กำแพงพักใจ
... See MoreSee Less

แชร์ ถ้าหมายถึงคำทับศัพท์คงมาจาก  Share ที่แปลว่าแบ่งปัน หรือเสียงก็ไปพ้องกับแชร์ (Chair) ที่แปลว่าเก้าอี้ได้อีกต่างหาก ถึงแม้ว่าจะเขียนคนละแบบ ความหมายคนละทาง แต่เรากลับรู้สึกว่ามันสามารถเชื่อมถึงกันได้ เพราะบางทีการแบ่งปัน ก็ทำให้ใครอีกคนรู้สึกได้พัก เหมือนได้นั่งเก้าอี้เพื่อพักผ่อนหลังจากที่เดินจนหมดแรงมาแล้วทั้งวัน

แล้วคำว่าแชร์ในความคิดของคุณ เป็นแบบไหนบ้าง?

เรื่องการแชร์ ถือว่าเป็นคำที่มีความหมายมากๆ เพราะถ้าคุณเคยสัมผัสกับสิ่งที่รู้สึกว่าดีมาก วิเศษ มหัศจรรย์ จนรู้สึกดีกับตัวเองแล้ว สิ่งต่อไปที่คุณอยากจะทำคืออะไร...คงหนีไม่พ้นการได้แชร์กับคนรอบข้าง แบ่งปันให้ทุกคนได้รับรู้ว่าสิ่งที่คุณเจอมันวิเศษขนาดไหน เพราะมันทำให้คุณหัวใจพองโตและเต็มอิ่มกว่าการเก็บความรู้สึกนั้นไว้คนเดียวเป็นไหนๆ 
ความทุกข์ก็เช่นกัน เวลาที่คุณเจอเรื่องร้ายๆ อึดอัดใจ หาทางไปไม่ถูก การเก็บปัญหาและความทุกข์ไว้คนเดียว อาจจะไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากกัดกินหัวใจให้ผุกร่อนไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าบางครั้งการแชร์ความทุกข์ออกไป อาจจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น หรือแก้ปัญหาได้แต่อย่างใด แต่อย่างน้อยที่สุด การได้ระบายออกไปบ้างก็ทำให้ใจเบาลงไปได้เยอะเลย

การแชร์กับโรคซึมเศร้า ก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เวลาที่คนคนหนึ่งมีเสียง มีเรื่องเป็นร้อยเป็นพันอยู่ในหัว โดยที่บางทีเขาก็เข้าใจ บางทีก็ไม่เข้าใจมัน ได้แต่ปล่อยให้มันวนเวียนไปมา บางทีมันก็เกเรจนต้องแสดงอาการออกมาเป็นโรคซึมเศร้า เป็นความคิดอยากฆ่าตัวตาย รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่าใดๆ แต่การที่เขาได้แชร์เรื่องราว ความรู้สึกนึกคิดในหัวออกมาให้คนที่พร้อมรับฟัง ได้ลองฟังดูบ้างก็ถือเป็นการรักษาอย่างหนึ่งได้เหมือนกัน เราสามารถแบ่งปันสิ่งเหล่านั้นมาจากเขาได้ เพียงแค่รับฟังแบบไม่ตัดสินอะไรก็ใช้ได้แล้ว
หรือแม้แต่อดีตผู้ป่วยที่ผ่านการรักษาจนหายดี รู้เท่าทันตัวเองในระดับหนึ่งแล้วได้แชร์เรื่องราวของตัวเอง ตอนที่ยังเป็นซึมเศร้า การรักษา การก้าวข้ามผ่านโรคนี้มาได้ ให้แก่คนที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคนี้ ผู้ที่กำลังป่วย ก็สามารถช่วยได้เยอะ เขาจะรู้สึกว่าไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่คิดแบบนี้ เป็นแบบนี้ มีคนอีกมากมายที่เจอปัญหาเดียวกัน แล้วถ้าเขาสามารถหายได้ เราก็มีโอกาสที่จะหายได้เหมือนกัน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งการแชร์ที่สร้างกำลังใจได้ไม่น้อยเลย

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่อยากจะแชร์อะไรบางอย่างที่สามารถช่วยผู้ป่วยโรคซึมเศร้า แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน คนรอบกายก็ไม่มีใครเป็นโรคนี้ ลองเปิดใจมอง Ooca :  Wall of sharing ดูค่ะ คุณจะได้ช่วยทั้งนักศึกษา ผู้เป็นอนาคตของชาติในอนาคต เพราะเราเห็นว่าในวัยที่กำลังจะออกมาขับเคลื่อนประเทศหากเกิดปัญหาสุขภาพจิตกับพวกเขา แล้วอนาคตวัยทำงานของเราจะเป็นอย่างไร หรืออัตราการฆ่าตัวตายจะสูงขึ้นไหม หากว่าเด็กไม่มีเงินไปรักษา เราจึงเปิดโอกาสให้คุณร่วม “แชร์” และเป็นพลังในการส่งต่อผ่านการบริจาค โดยผู้บริจาคอิสระเช่นคุณ�สามารถบริจาค 470 บาท เพื่อให้นักศึกษาหนึ่งคนได้เข้าถึงบริการปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์ได้หนึ่งครั้ง ผู้บริจาคจะได้รับคำขอบคุณจากนักศึกษา ส่วนนักศึกษาก็จะได้รับกำลังใจหรือข้อความจากผู้บริจาค
เท่านี้ก็เป็นการแชร์ทุนทรัพย์ แชร์น้ำใจสู่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้ไม่ยากแล้ว หรือท้ายที่สุดแล้วจริงๆ อยากช่วยแต่ทุนทรัพย์ยังไม่พร้อม แค่ช่วย “แชร์” บทความของเรา ก็เป็นการช่วยได้อีกทางแล้วค่ะ แชร์กันเยอะๆ นะ ^^

-------------------------------------------------------------------------
ถ้าสนใจสนับสนุน ทำบุญอย่างเป็นรูปธรรม บริจาคได้ที่ http://www.taejai.com/wallofsharing ค่ะ ^_^ 🙏
#ooca #wallofsharing #กำแพงพักใจ

กิจกรรมแจกรางวัลร่วมสนุก รับสมุดโน้ตและกระเป๋าผ้าที่ระลึก ผ่านการแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ

“เหตุผลที่ประเทศไทยต้องมีบริการสุขภาพจิตฟรีแก่นักศึกษา”

เพียงแค่น้องๆ นักเรียนนักศึกษาทุกสถาบัน แสดงความคิดเห็นของตัวเองใน Comment ใต้โพสนี้ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน เวลา 12:00 น. ความคิดเห็นไหนมี Like มากที่สุด 2 อันดับแรก รับของที่ระลึกจากโครงการ Wall of Sharing และความคิดเห็นที่โดนใจทีมงาน Wall of Sharing ที่สุด รับของรางวัล 1 ชุด พร้อมเข้าร่วมงานแถลงข่าวโครงการกำแพงพักใจ โดยกรมสุขภาพจิต และ Ooca (อูก้า) เพื่อาเป็นผู้แทนนักศึกษาร่วมขึ้นเวทีพูดกับอธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้แทนจากภาคเอกชน และรับเกียรติบัตร 😊 ในวันที่ 18 หรือ 31 กรกฎาคมนี้ (อยู่ในระหว่างการประสานงานและจะแจ้งให้ทราบเมื่อได้รับการยืนยันค่ะ)

สำหรับน้องๆ ที่ไม่ได้รับรางวัล ความคิดเห็นของน้องๆ จะเป็นแรงผลักดันให้เรานำไปพัฒนาการให้บริการ และสร้างช่องทางดูแลสุขภาพจิตในวัยเรียนต่อไป

รบกวนแชร์ไปให้ไพศาล มาเล่นกันนะคะ
#ooca #wallofsharing #กำแพงพักใจ
... See MoreSee Less

กิจกรรมแจกรางวัลร่วมสนุก รับสมุดโน้ตและกระเป๋าผ้าที่ระลึก ผ่านการแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ 

“เหตุผลที่ประเทศไทยต้องมีบริการสุขภาพจิตฟรีแก่นักศึกษา”

เพียงแค่น้องๆ นักเรียนนักศึกษาทุกสถาบัน แสดงความคิดเห็นของตัวเองใน Comment ใต้โพสนี้ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน เวลา 12:00 น. ความคิดเห็นไหนมี Like มากที่สุด 2 อันดับแรก รับของที่ระลึกจากโครงการ Wall of Sharing และความคิดเห็นที่โดนใจทีมงาน Wall of Sharing ที่สุด รับของรางวัล 1 ชุด พร้อมเข้าร่วมงานแถลงข่าวโครงการกำแพงพักใจ โดยกรมสุขภาพจิต และ Ooca (อูก้า) เพื่อาเป็นผู้แทนนักศึกษาร่วมขึ้นเวทีพูดกับอธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้แทนจากภาคเอกชน และรับเกียรติบัตร 😊 ในวันที่ 18 หรือ 31 กรกฎาคมนี้ (อยู่ในระหว่างการประสานงานและจะแจ้งให้ทราบเมื่อได้รับการยืนยันค่ะ)

สำหรับน้องๆ ที่ไม่ได้รับรางวัล ความคิดเห็นของน้องๆ จะเป็นแรงผลักดันให้เรานำไปพัฒนาการให้บริการ และสร้างช่องทางดูแลสุขภาพจิตในวัยเรียนต่อไป

รบกวนแชร์ไปให้ไพศาล มาเล่นกันนะคะ
#ooca #wallofsharing #กำแพงพักใจ

 

Comment on Facebook

มันจำเป็นมากๆสำหรับการบริการ สุขภาพจิตฟรีแก่นักศึกษาเนื่องจากในปัจจุบันเราเรียนเยอะมากรู้เยอะมากแต่ไม่สามารถจัดการอารมณ์ของตัวเองได้เลย บางทีก็จะเป็นบ้าตายอยู่แล้วไม่แปลกเลยที่นักศึกษาไทยฆ่าตัวตายกันเป็นจำนวนมาก ในระบบการศึกษาปัจจุบันทุกอย่างคือการแข่งขันเราต้องใช้มาตรฐาน อันเดียวกันเพื่อตัดสินและวัดคุณค่าในปัจจุบันและอนาคตของเรา ยิ่งสำหรับวัยนักศึกษาเป็นวัยดึงที่ต้องรับความกดดัน ปัญหาต่างๆเข้ามารุมเร้า บ่อยครั้งที่ไม่สามารถทพูดคูยกับใครได้โดยเฉพาะคนใกล้ชิด ดังนั้นการมีบริการทางสุขภาพจิต หรือใครสักคนที่คอยรับฟัง อาจจะเป็นทางหนึ่งที่จะสามารถช่วบลดปัญหาที่จะเกิดขึ้น ตามมาได้ เรื่องเศร้ามันก็จะเบาเมื่อมีใครสักคนที่รับฟังและเข้าใจ

การมีบริการสุขภาพจิตให้นิสิตนักศึกษาฟรี เราว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นอีกหนึ่งช่องทางให้กับใครๆหลายคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะหลุดพ้นจากความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นได้อย่างไร ให้เค้าได้มีที่พึ่งพิงในช่วงเวลาที่เค้าไม่มีใคร ให้เค้ารู้ว่ายังมีใครอีกคนที่ยังคอยรับฟังเค้าอยู่เสมอ แค่นี้มันก็มีค่ามากพอแล้วที่จะช่วยให้พวกเค้าเหล่านั้น ลุกขึ้นมาและเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง :D

ถึงจะเป็นนิสิต-นักศึกษาที่ยังไม่ได้เจอความกดดันในงาน ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาสุขภาพจิต ในช่วงชีวิตในมหาฯลัย กลับเป็นช่วงที่เกิดความเครียดและความสับสน - เรียนที่นี่ต่อมันใช่ทางของเราไหม - จบไปจะทำอะไรดี - ลงทะเบียนมหาฯลัยก็ต้องมานั่งลุ้น ว่าระบบจะล่มไหม วิชาเต็มรึเปล่า - คิดถึงเพื่อนก็นัดยาก - ไหนจะตัดเกรดในวิชายากๆอีก เช่น ชีวะ แคล เทอร์โมไดนามิก อิ้ง - ความเครียดสะสมต่างๆ ฯลฯ ไหนจะใกล้สอบ ใกล้ส่ง Project ก็นอนน้อย ช่วงใกล้ส่งงานบางมื้อก็อดไป เคยมีน้องคนนึงโทรมาบอกว่างานเยอะจนร้องไห้ไม่ออก ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ซึ่งเราเองก็เคยเป็น มันเป็นช่วงเวลาที่เราไม่รู้จะไปพึ่งใครจริงๆ อีกอย่างคือ พอเราอยู่ในสังคมมหาฯลัยที่คัดกรองด้วยระบบคะแนนสอบ บางจังหวะทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่มีพื้นที่ของตัวเอง สุดท้ายเลยแยกตัวออกมาเพื่อนความสบายใจ บางคนที่เข้าเรียนใหม่ๆมีไฟ มีฝันที่เราจะตั้งใจเรียนในสาขานี้เพื่อจบไปต่อยอดความฝัน แต่สุดท้ายไม่ซิ่วไปก็รู้สึกว่าอยู่เฉยๆจะดีกว่า เคยคิดตอนเรียนอยู่บ่อยๆเลยว่าถ้าได้ใช้บริการสุขภาพจิตฟรีได้จะดีมากๆ เพราะจะให้ไปเสียเงินเพื่อพบจิตแพทย์เก่งๆสักคน ก็แพงมาก การที่มีบริการสุขภาพจิตฟรีจะเหมือนเป็นพรจากฟ้า ให้แก่นิสิต-นักศึกษาไทยได้มีสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะไม่มีใครที่อยากจะเรียนไปเครียดไป อย่างน้อยขอให้มีที่พักใจของเราไว้เติมพลังใจให้เราไปต่อ นี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยต้องมี 'บริการสุขภาพจิต' ฟรี ให้นิสิต-นักศึกษา

“สุขภาพจิต” เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กับ “สุขภาพกาย” เพราะทั้งสองสิ่งสัมพันธ์และส่งผลต่อกัน นักศึกษาที่ก้าวเข้ามาถึงจุดหนึ่งของชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงหลากหลายด้านทั้งในเรื่องชีวิตการเรียนและสังคมของพวกเขา จนบางครั้งการเปลี่ยนแปลงและปัญหาต่าง ๆ ทำให้เกิดผลลบต่อจิตใจของนักศึกษาได้ ทำให้พวกเขาต้องการที่พึ่งพาและคำปรึกษาในยามที่จิตใจของพวกเขาอ่อนไหว การมีบริการสุขภาพจิตฟรีแก่นักศึกษาจึงเป็นอีกทางในการช่วยแก้ปัญหาสุขภาพจิตในนักศึกษาได้ “เพราะนักศึกษาในวันนี้คืออนาคตของประเทศในวันหน้า เป็นทรัพยากรที่มีค่า ที่ต้องรักษาไว้ครับ 😁”

"เหตุผลที่ประเทศไทยต้องมีบริการสุขภาพจิตฟรีแก่นักศึกษา" เพราะบุคคลเหล่านั้นคือนักศึกษา ผู้ที่มีหน้าที่หลักในการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาครอบครัวเป็นส่วนมาก และอย่างที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจหรือสภาพความเป็นอยู่ของสังคมไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร แน่นอนว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศคือผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนว่าทำไมประเทศไทยจึงต้องมีบริการสุขภาพจิตฟรีแก่นักศึกษา(ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อแบ่งเบาภาระทางการเงินให้กับนักศึกษาเพราะคนที่อยู่จุดๆนั้นทุกบาททุกสตางค์สำคัญกับเขามากจริงๆ)

ในช่วงระยะเวลาแต่ละวัน ของคนแต่ละคน ค่อนข้างแตกต่างกันมาก แต่ถ้าว่าเรื่องเหตุผลที่ต้องมีบริการสุขภาพจิต แสดงว่าเป้าหมายคือการบำบัดสุขภาพจิตใจให้ดีขึ้น ซึ่งสุขภาพจิตเป็นเรื่องอ่อนโยน ถ้าเปรียบกับสุขภาพกายเราแล้ว ถ้ากายเราป่วยอย่างน้อยมันก็มีอาการแสดงออกมาบ้าง เรารู้ว่าเราเจ็บตรงไหน ต้องรักษาอะไร มีอะไรบรรเทาได้บ้าง แต่กับจิตแล้วเราแทบจะไม่เห็นอาการ ในบางทีที่ถ้าเราเครียดมากจนต้องเอามือไปชกกำแพง ทำให้ตัวเองเจ็บนั่นคือการที่ร่างกายพยายามที่จะให้ตัวเองมีความรู้สึกใช่รึเปล่า พอมันเจ็บ ก็กลับมาตั้งคำถามโง่ๆกับตัวเอง ว่าทำไปทำไม เพื่ออะไร เหตุผลคืออะไร เมื่อตัวเองตอบไม่ได้มันก็กลายไปเป็นเรื่องที่ต้องใช้จิตคิดอีก เหมือนเป็นการไปเพิ่มประเด็นในชีวิต ให้มาหาคำตอบอีก ทั้งๆที่คำตอบมันก็คือเรื่องแรกที่มันคิดนั่นแหละ ในปัจจุบันนี้มันมีเรื่องราวมากมาย คนยากไร้ไม่มีจะกินแต่ครอบครอบกับให้ความรัก ให้กำลังใจกัน ให้ประทังชีวิตอยู่กันไปวันๆ กับคนมีจะกิน ไม่ต้องโหยหา แต่ในครอบครัวมานั่งคิดแต่ว่าใครจะได้ดูแลสมบัติ ?คนเราเรื่องเครียดมันต่างกัน เด็กประถม มัธยม ต้องมานั่งคิดเรื่องหาเลี้ยงครอบครัว ทั้งๆที่ความจริงแล้ว หน้าที่ตอนนั้นมีแค่เรื่องเรียนที่ต้องทำให้ดีที่สุด แต่ชีวิตกับลัดขั้นตอน มาคิดเรื่องอื่นมากกว่าเรื่องหน้าที่ของตัวเอง ไหนจะเรียน จะเรื่อง พ่อ แม่ เพื่อน พี่น้อง คนๆหนึ่งต้องแบกรับอะไรมากมาย เพราะความไม่เท่ากันของคนในสังคม สังคมที่ดี จะไม่ทำให้สุขภาพจิตเสีย ประเทศไทยควรจะมีบริการสุขภาพจิตมากที่สุด เรื่องราวมากมาย #คนไทยจะเป็นประสาทเพราะแคร์เรื่องคนอื่นมากกว่าตัวเองแล้ววววววว. #ควรมีบริการนี้ค่ะ #ส่งเสริม

ทุกวันนี้ ระบบการศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อม ได้ทำร้ายตัวผู้เรียนจริงหรือไม่? นักศึกษาที่มีคุณภาพ รู้คุณค่าในตัวเองและผู้อื่นสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมใช่ไหม? การศึกษาคือสิ่งหนึ่งที่พัฒนาการเรียนรู้ได้อย่างกว้างและหลากหลายรูปแบบ นักศึกษาคือ ผู้ที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในทุกๆด้านทั้งภายในจิตใจและภายนอกที่เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนคือสถานศึกษาที่หลายคนให้การยอมรับ และระบบการศึกษามีมาตรฐานทางการศึกษาที่เห็นได้ชัดเจน ว่าผู้เรียนมีความถนัด มีความสามารถในด้านไหน แต่มีนักศึกษาหลายคนที่ภายในจิตใจของเขาไม่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ ไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเอง หาสาเหตุของปัญหาไม่เจอ ทำใจยอมรับกับปัญหาไม่ได้ ไม่มีทางออกของปัญหา สุดท้ายไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ได้บั่นทอนสุขภาพจิตใจของพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีใครทราบแม้กระทั่งตนเอง ด้วยเหตุผลเหล่านี้ #ประเทศไทยจึงต้องมีศูนย์บริการสุขภาพจิตแก่นักศึกษา ที่นักศึกษาหรือบุคคลทั่วไป สามารถเข้าถึงการบริการได้อย่างหลากหลาย และเท่าเทียม *ผลักดันให้มีศูนย์สุขภาพจิตแก่นักศึกษา #พร้อมแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้นกับนักศึกษา

จริงๆผมมองว่ามันจำเป็นมากเลยนะการบริการสุขภาพจิตฟรีแก่นศ. ชีวิตช่วงมหาวิทยาลัยอาจจะดูไม่ตึงเครียดเท่าไหร่ในสายตาผู้ใหญ่ที่เคยผ่านมาก่อน แต่สำหรับวัยรุ่นที่มีโอกาสใช้ชีวิตที่ต้องจัดการอะไรหลายๆ อย่างด้วยตัวเองครั้งแรกนั้นชีวิต(ในมหาลัย)ถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรเลยนะครับ งานหนัก นอนน้อย ความสัมพันธ์หลายๆอย่าง ไฟนอล เรื่องต่างๆ กลายมาเป็นปัจจัยที่ส่งผลกับสุขภาพจิตได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทีนี้พอมีปัญหากับสุขภาพจิตก็อาจจะส่งผลไปหาปัจจัยพวกนั้น ติดเอฟ ทำงานไม่ทัน เข้าคลาสสายเพราะนอนน้อย การต้องรับอะไรคนเดียวมันเลยเป็นภาระที่ค่อนข้างหนักสำหรับวัยรุ่นก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ จนบางครั้งจะต้องมีคนเข้ามาช่วย ผมเลยมองว่าในมหาวิทยาลัยควรมีการจัดตัวช่วยให้กับนักศึกษาดูแลสภาพจิตใจให้เขาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นักศึกษาหลายๆ คนอาจคิดว่าตัวเองรู้สึกแย่คนเดียวหรือมีปัญหาคนเดียว แต่ถ้าลองคุยกับคนรอบตัวจะรู้ว่าทุกคนกำลังต่อสู้กับปัญหาของตัวเองอยู่เหมือนกัน เราอาจจะกำลังสู้กับปัญหาของตัวเองแต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสู้กับมันคนเดียว การมีบริการสุขภาพจิตฟรีเลยเป็นทางออก

ปัญหาของชีวิตมีเท่าเดิม ธุรกิจเกิดขึ้นเพื่อค้าขายและให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการของคน เมื่อปัญหามีเท่าเดิมการแข่งขันจึงสูงขึ้น คนเครียด เกิดการแข่งขันทางธุรกิจ เกิดการแข่งขันทางด้านการเรียน เกิดปัญหาครอบครัวเนื่องจากมีการกดดันเรื่องการเรียนและการเงินที่ผู้ปกครองต้องแบกรับ เกิดเป็นปมในใจให้กับเด็กในครอบครัว เทคโลยีก้าวหน้าล้ำสมัยมากขึ้น คนตกงาน บางอาชีพไม่ต้องใช้คน อัตราการจ้างงานลดลง คนเครียดเพราะตกงาน = โลกรวดเร็วขึ้นคนไม่อยู่กับปัจจุบัน การแข่งขันสูงขึ้นเกิดภาวะความเครียดเพราะคนแข่งกันเองยังไม่พอ ต้องมาแบ่งกับหุ่นยนต์อีก ประเทศไทยจึง”ต้อง” มีบริการสุขภาพจิต

สุขภาพจิต สำคัญมั้ยตอนนี้ ต้องบอกเลยว่าสำคัญมาก เราอย่าลืมว่าจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว ทั้งจิตและกายนั้นมีความสัมพันธ์กัน และสำหรับนักศึกษาที่โดนความกดดันต่าง ๆ อาจจากครอบข้าง หรือสิ่งแวดล้อม ปัญหาต่าง ๆ ทางการเรียน และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลต่อความเครียด เมื่อเราเครียด กังวล ไม่สบายใจ เราอาจจะล้มป่วยเนื่องกินข้าวไม่ได้ ทุกวันนี้เรามีเรื่องเครียดมากมาย และสำหรับนักศึกษาอาจไม่สามารถที่จะเปิดใจคุยดับใครได้ เราจะเห็นในข่าวบ่อยเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย เพราะความเครียดทางการเรียนหรือปัญหาต่าง ๆ แต่มันจะดีมากเลยหากเราเปิดโอกาสทางการปรึกษา รับฟังคำปรึกษา ที่ปรึกษาอาจไม่ต้องแนะนำอะไรมาก บางคนที่เครียดนั่นเค้าอาจอยากได้แค่คนรับฟัวเขาเท่านั่น ปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราจึงต้องเข้าใจเขาให้มาก การจัดโครงการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิตเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์มากในตอนนี้ และอยากจะบอกว่า ดูแลสุขภาพจิตไม่ได้น่าอาย ความคิดของเมื่อก่อนมันไม่ใช่ กับที่ว่าไปหาหมอเรื่องจิตเพราะเป็นบ้า มันเป็นความคิดที่ผิด คนที่ดูแลสุขภาพจิตและรู้ตัวเองถือเป็นคนที่เท่าทันโลกเพราะสมัยนี้มีอะไรมากมานที่ทำให้เราเสรยสุขภาพจิต

ยุคดิจิตอลทำให้สื่อสารกันน้อยลงกลุ่มนร.นศ.ด้วยวัยของพวกเขาและเธอมีชุดความคิดที่ถูกหล่อหลอมมาไม่เหมือนกันและด้วยโครงสร้างทางสังคม ทางครอบครัว ก็อาจจะเผชิญปัญหาหลากหลาย ส่วนใหญ่ไม่กล้าคุยกับผู้ปกครอง การมีที่ปรึกษาที่ดี คอยรับฟังและเข้าอกเข้าใจเขาได้ จะช่วยคลี่คลายอารมณ์ต่างๆและจะทำให้เขามองเห็นทางแห่งคำตอบด้วยตัวเองได้ดีและอาจจะเชิ่อมโยงความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวใก้เกิดขึ้นได้ด้วย การมีพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาเป็นสิ่งสำคัญและการมีผู้ให้คำปรึกษาที่มีทักษะก็สำคัญยิ่ง

สุขภาพจิตเหมือนสุขภาพกาย มันมีวันที่ปกติดีและวันที่ป่วยต้องได้รับการรักษาจ้า

เพราะ ช่วงวัยนักศึกษามีความกดดันหลายอย่าง ที่บางทีเราก็ปรึกษาใครไม่ได้ หรือไม่กล้าพูด การที่มีบริการสุขภาพจิต ก็ถือเป็นการเปิดกว้างให้กับนักศึกษากล้าพูดกล้าเปิดใจมากขึ้น

ผมมองว่าปัจจุบันการเรียนเป็นการเเข่งขันสูงมากๆ ทำให้เกิดความเครียดเเละความกดดันตัวเองเเละทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตกับบางคนโดยที่เธอคนพวกนั้นไม่รู้ตัวเเละเมื่อสะสมไปมากๆจะทำให้พวกเขาเหล่านั้นอาจจะฆ่าตัวตายได้เเบบที่เราเห็นในข่าว เเละบางคนเหล่านั้นเขาอาจจะรู้ตัวว่าผิดปกติเเต่เขาอาจจะมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายกับครอบครัวทำให้ไม่สามารถมารับการรักษาได้ ผมจึงมองว่าการที่มีการรักษาฟรีสำหรับนักศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญครับ มันอาจจะสามารถเเก้ปัญหาสำหรับบางคนได้ครับ

เพราะสุขภาพจิตเป็นสภาวะทางจิตใจของบุคคล ซึ่งโดยธรรมชาติภาวะทางจิตใจมีการปรับเปลี่ยนแปลงตามสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวของนักศึกษา ปัจจุบันจึงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สุขภาพจิตของคนเราจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนแปลงตาม นับเป็นความยากลำบากพอควรของนักศึกษาที่จะต้องปรับตัวปรับใจไปกับการเปลี่ยนแปลง ควรมีแนวทางหรือวิธีการรับความเปลี่ยนแปลงให้กับนักศึกษา

+ View more comments

รับฟัง กับ ได้ยิน หลายคนคงรู้ว่าคำสองคำนี้แตกต่างกันอย่างไร เพราะในวิชาเรียนก็คงจะเคยมีสอนตั้งแต่ชั้นประถมฯ แต่พอโตขึ้นมา บางทีเราก็กลับเผลอทำให้สองคำนี้ กลายเป็นคำเดียวกันไปเสียอย่างนั้น ด้วยการบอกคู่สนทนาว่า “ฟังอยู่ๆๆ” ในขณะที่ตาไม่มอง ใจไม่โฟกัส แถมยังมีสมาร์ทโฟนอยู่ในมืออีกต่างหาก จนทำให้การรับฟังของคุณมีค่าแค่การได้ยินเท่านั้น ถ้าเราเป็นคู่สนทนาก็คงคิดว่า ไม่ตั้งใจฟังเราเลย (เว้ย) และจะพาลหงุดหงิดเอาง่ายๆ แล้วถ้าเรามีคนใกล้ตัวที่เผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคซึมเศร้าจะเป็นหนักกว่าไหม ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์นี้

การรับฟังกับผู้ป่วยสุขภาพจิตนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญและสัมพันธ์กันอย่างมาก นอกเหนือไปจากการกินยาปรับสารเคมี หรือ ออกกำลังกาย ดูแลร่างกายภายใน การดูแลจิตใจจากคนใกล้ชิดก็สำคัญไม่น้อย แล้วถ้าเรารู็แล้วว่าการรับฟังนั้นสำคัญ เราจะเป็นผู้ฟังที่ดีให้เขาได้อย่างไรบ้าง จะรับฟังด้วยใจ หรือ ต้องใช้สมอง? ถือเป็นคำถามที่น่าสนใจ แน่นอนว่าการใช้สมองประมวลผล วิเคราะห์เรื่องที่เรากำลังรับฟังอย่างตั้งใจ และมีการตอบสนองเป็นบทสรุปหรือคำแนะนำดีๆ กลับไป ก็ดูจะตรงกับบทบาทผู้ฟังที่ดีไม่น้อย ยิ่งใช้กับการเรียน การทำงานคงจะประสบความสำเร็จได้ง่าย แต่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดกับโรคซึมเศร้า เมื่อคุณประมวลแล้วว่า เรื่องราวที่กำลังออกมาจากปากเขา ช่างสับสน วกวน บางทีอาจจะจับใจความไม่ได้ หรือจับได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่คุณมองว่า “เล็กน้อย” “‘ง่ายนิดเดียว” “เรื่องแค่เนี้ย” จนพาลหงุดหงิดคู่สนทนาที่เก็บเอาเรื่องเหล่านี้มาใส่ใจ ขบคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนบานปลายใหญ่โต...ก็เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขาจริงๆ น่ะสิคะ

งานนี้อาจจะถึงเวลาที่สมองอันปราดเปรื่องของเราได้ลาไปพักร้อนก่อน แล้วสับเปลี่ยนมาใช้งานหัวใจกันบ้าง เพียงแค่
ลองรับฟังแบบข้ามผ่านเนื้อความ ความหมายทั้งหมด แล้วลองใช้ใจกลั่นกรองสักนิดว่าคนที่กำลังพูดอยู่นี้ รู้สึกอะไร เขาต้องการให้เราช่วยแก้ปัญหาไหม หรือแค่รับฟังสิ่งที่อยู่ในหัวเขาเฉยๆ โดยไม่ตัดสิน ไม่ใช้อารมณ์ และพร้อมที่จะเข้าใจ “เรื่องเล็กน้อย” ของเขาอย่างใจเย็น

บางครั้ง คนเราก็ไม่ต้องการที่ปรึกษามากไปกว่าที่พักพิงหรอกว่าไหม แค่เราเป็นกำแพงพักใจม้าที่เมื่อจิตใจอันเหนื่อยอ่อนของเขาได้มาระบาย มาพักพิง พูดคุยอะไรให้เราฟังบ้าง พอให้คลายความกังวล และรับกำลังใจดีๆ พร้อมกลับไปใช้ชีวิตต่อ หน้าที่ของเราก็สำเร็จเรียบร้อยแล้ว แต่อย่าเก็บมาใส่ใจจนกังวลเสียเองนะคะ การรับบทผู้ฟังที่ดีอันเป็นที่รักของผู้ป่วยทางสุขภาพจิตต้องเคลียร์แคชบ่อยๆ ด้วยนะ จะได้ไม่ป่วยเสียเอง แต่ถ้าใครเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ร่วมโครงการกับ Ooca : Wall of sharing กำแพงพักใจแล้ว วันนี้มีจิตแพทย์คอยรับฟังแบบฟรีๆ เลยนะ อย่าลืมมาใช้บริการกันล่ะ ^^

------------------------------------------------------------------------
ข่าวดีคือวันนี้นักศึกษาปริญญาตรีในมหาลัยรัฐสามารถลงทะเบียนใช้บริการจิตแพทย์ออนไลน์ได้ฟรีผ่านแอพพลิเคชัน Ooca โดยลงทะเบียน บริจาค และอ่านรายละเอียดที่ www.wallofsharing.com
#ooca #wallofsharing #กำแพงพักใจ
... See MoreSee Less

รับฟัง กับ ได้ยิน หลายคนคงรู้ว่าคำสองคำนี้แตกต่างกันอย่างไร เพราะในวิชาเรียนก็คงจะเคยมีสอนตั้งแต่ชั้นประถมฯ แต่พอโตขึ้นมา บางทีเราก็กลับเผลอทำให้สองคำนี้ กลายเป็นคำเดียวกันไปเสียอย่างนั้น ด้วยการบอกคู่สนทนาว่า “ฟังอยู่ๆๆ” ในขณะที่ตาไม่มอง ใจไม่โฟกัส แถมยังมีสมาร์ทโฟนอยู่ในมืออีกต่างหาก จนทำให้การรับฟังของคุณมีค่าแค่การได้ยินเท่านั้น ถ้าเราเป็นคู่สนทนาก็คงคิดว่า ไม่ตั้งใจฟังเราเลย (เว้ย) และจะพาลหงุดหงิดเอาง่ายๆ แล้วถ้าเรามีคนใกล้ตัวที่เผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคซึมเศร้าจะเป็นหนักกว่าไหม ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์นี้

การรับฟังกับผู้ป่วยสุขภาพจิตนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญและสัมพันธ์กันอย่างมาก นอกเหนือไปจากการกินยาปรับสารเคมี หรือ ออกกำลังกาย ดูแลร่างกายภายใน การดูแลจิตใจจากคนใกล้ชิดก็สำคัญไม่น้อย แล้วถ้าเรารู็แล้วว่าการรับฟังนั้นสำคัญ เราจะเป็นผู้ฟังที่ดีให้เขาได้อย่างไรบ้าง จะรับฟังด้วยใจ หรือ ต้องใช้สมอง?  ถือเป็นคำถามที่น่าสนใจ แน่นอนว่าการใช้สมองประมวลผล วิเคราะห์เรื่องที่เรากำลังรับฟังอย่างตั้งใจ และมีการตอบสนองเป็นบทสรุปหรือคำแนะนำดีๆ กลับไป ก็ดูจะตรงกับบทบาทผู้ฟังที่ดีไม่น้อย ยิ่งใช้กับการเรียน การทำงานคงจะประสบความสำเร็จได้ง่าย แต่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดกับโรคซึมเศร้า เมื่อคุณประมวลแล้วว่า เรื่องราวที่กำลังออกมาจากปากเขา ช่างสับสน วกวน บางทีอาจจะจับใจความไม่ได้ หรือจับได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่คุณมองว่า “เล็กน้อย” “‘ง่ายนิดเดียว” “เรื่องแค่เนี้ย” จนพาลหงุดหงิดคู่สนทนาที่เก็บเอาเรื่องเหล่านี้มาใส่ใจ ขบคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนบานปลายใหญ่โต...ก็เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขาจริงๆ น่ะสิคะ 

งานนี้อาจจะถึงเวลาที่สมองอันปราดเปรื่องของเราได้ลาไปพักร้อนก่อน แล้วสับเปลี่ยนมาใช้งานหัวใจกันบ้าง เพียงแค่
ลองรับฟังแบบข้ามผ่านเนื้อความ ความหมายทั้งหมด แล้วลองใช้ใจกลั่นกรองสักนิดว่าคนที่กำลังพูดอยู่นี้ รู้สึกอะไร เขาต้องการให้เราช่วยแก้ปัญหาไหม หรือแค่รับฟังสิ่งที่อยู่ในหัวเขาเฉยๆ โดยไม่ตัดสิน ไม่ใช้อารมณ์ และพร้อมที่จะเข้าใจ “เรื่องเล็กน้อย” ของเขาอย่างใจเย็น

บางครั้ง คนเราก็ไม่ต้องการที่ปรึกษามากไปกว่าที่พักพิงหรอกว่าไหม แค่เราเป็นกำแพงพักใจม้าที่เมื่อจิตใจอันเหนื่อยอ่อนของเขาได้มาระบาย มาพักพิง พูดคุยอะไรให้เราฟังบ้าง พอให้คลายความกังวล และรับกำลังใจดีๆ พร้อมกลับไปใช้ชีวิตต่อ หน้าที่ของเราก็สำเร็จเรียบร้อยแล้ว แต่อย่าเก็บมาใส่ใจจนกังวลเสียเองนะคะ การรับบทผู้ฟังที่ดีอันเป็นที่รักของผู้ป่วยทางสุขภาพจิตต้องเคลียร์แคชบ่อยๆ ด้วยนะ จะได้ไม่ป่วยเสียเอง แต่ถ้าใครเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ร่วมโครงการกับ Ooca : Wall of sharing กำแพงพักใจแล้ว วันนี้มีจิตแพทย์คอยรับฟังแบบฟรีๆ เลยนะ อย่าลืมมาใช้บริการกันล่ะ ^^

------------------------------------------------------------------------
ข่าวดีคือวันนี้นักศึกษาปริญญาตรีในมหาลัยรัฐสามารถลงทะเบียนใช้บริการจิตแพทย์ออนไลน์ได้ฟรีผ่านแอพพลิเคชัน Ooca โดยลงทะเบียน บริจาค และอ่านรายละเอียดที่ www.wallofsharing.com
#ooca #wallofsharing #กำแพงพักใจ
Load more

OOCA : Wall Of Sharing
Email: [email protected]
Tel: +66-900-040-006

Copyright © OOCA 2019 by Telemedica co., ltd. All Right Reserved

Slider