รู้จัก Ooca จากประสบการณ์จริงของผู้ใช้

เราเป็นคนที่มีอาการ social anxiety หรือโรควิตกกังวลในการเข้าสังคมร่วมกับ กับ Asperger’s Syndrome มาตั้งแต่เด็ก (ตอนนี้ก็อายุ 30+ แล้ว) และรับบริการด้านสุขภาพจิตมาจากหลายแหล่งทั้งสถาบันจิตเวชศาสตร์สำหรับเด็กโดยเฉพาะ โรงพยาบาลรัฐ และโรงพยาบาลเอกชน

ภาพจำของการไปเข้าพบจิตแพทย์ในจากหน่วยงานของรัฐคือ “การรอ” (ซึ่งการรออะไรนาน ๆ Asperger อย่างเราจะยิ่งอึดอัดมากเป็นพิเศษ) เพราะเราต้องไปถึงที่นัดหมายตั้งแต่เช้ามาก ๆ เพื่อรับบัตรคิว จากนั้นก็นั่งอยู่ในห้องโถงมืด ๆ ทึม ๆ รอการเรียกชื่ออยู่หลายชั่วโมง เพื่อที่จะใช้เวลาพูดคุยกับหมอประมาณ 30 นาที (หลาย ๆ ครั้งเราก็อยากจะพูดยาวกว่านั้น แต่แม่เราก็มักจะบอกให้เราเกรงใจคนต่อคิวเราอีกมากด้วย) จากนั้นก็ไปรอรับยา และกลับบ้าน รวมเวลาเดินทางก็ประมาณ 8-10 ชั่วโมงได้

 

ส่วนที่โรงพยาบาลเอกชนนั้นต่างออกไป สามารถกำหนดเวลาได้ สถานที่ที่ให้รอก็ดูโอ่โถง สว่างสดใส ไม่ชวนอึดอัดแบบโรงพยาบาลรัฐ แต่การนัดหมายก็ต้องทำใน office hour ซึ่งเราก็ต้องลางานอยู่ดี แถมจะบอกเจ้านายว่าขอลางานไปพบจิตแพทย์เราก็กระอักกระอ่วน เพราะเราดูภายนอกก็ร่าเริง และก็ไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร ก็เลยบอกเป็นลากิจไป

 

การที่จะต้องลางาน และรอนาน (ในกรณีที่เป็นหน่วยงานรัฐ) ทำให้เรารู้สึกมาตลอดว่าการรับคำปรึกษาทางจิตเวชดูเป็น special event ทั้ง ๆ ที่ความจริงปัญหาสุขภาพจิตเกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นการรับบริการทางสุขภาพจิตควรเข้าถึงได้ง่ายไม่ใช่เหรอ

 

ขนาดเราอยู่ในเขตปริมณฑลที่มีโรงพยาบาล/สถาบันจิตเวชในจังหวัดอยู่แล้ว เรายังรู้สึกว่าเดินทางลำบาก ยิ่งพอไปดูสถิติพบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าประมาณ 1.5 ล้านคน แต่สถานพยาบาลที่ให้บริการด้านสุขภาพจิต (รวมของรัฐและเอกชน) มีเพียง 186 แห่ง และไม่ได้ครอบคลุมทุกจังหวัด ที่สำคัญเกินกว่าครึ่ง (94 แห่ง) กระจุกอยู่ในกรุงเทพ ความยุ่งยากตรงนี้เป็นกำแพงขวางคนจากการเข้าถึงนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ (ไม่แปลกเลยที่ว่าสถิติคนที่เข้ารับการรักษาจริง ๆ มีเพียง 280,000 คนเท่านั้น)

 

เรารู้จักกับ Ooca จากเพื่อนเราคนหนึ่ง ซึ่งก็คือแอปพลิเคชั่นและเว็บที่ช่วยในการนัดหมายนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ ก็เลยลองใช้บริการดูพบว่า เราสามารถนัดหมายได้ง่ายและเลือกเวลาหลังเลิกงาน (มีหมอที่พร้อมให้คำปรึกษาตอนสี่ทุ่ม-ห้าทุ่มก็มี)  และยังสามารถเลือกหมอ ที่ถนัดในหัวข้อที่เราต้องการคำปรึกษาได้อย่างเฉพาะเจาะจง และสามารถเริ่มพูดคุยได้โดยไม่ต้องเดินทาง วิดิโอคอลผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้เลย

 

คนที่เราเลือกเป็นนักจิตวิทยา ที่เราต้องการรับคำปรึกษาด้านความเครียดและอารมณ์แปรปรวน เราจ่ายค่าเวลาล่วงหน้าไป 1 ชั่วโมง แต่ทางนักจิตวิทยาก็ยินดีคุยกับเรานานกว่านั้น ซึ่งทำให้เราไม่รู้สึกกดดันในการคุย

 

แน่นอนว่าการวิดิโอคอลคุยกัน เป็นแค่การรักษาเบื้องต้นเท่านั้น การไปพบแพทย์ตัวต่อตัวยังคงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า นอกจากแพทย์จะได้เห็นอากัปกริยาท่าทางของเราได้ชัดเจนขึ้นแล้ว ยังสามารถจ่ายยาให้เราได้ด้วยถ้าจำเป็น

 

เรายังคงไปพบแพทย์และคุยกันตรงหน้าอยู่บ้าง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ดิ่งหนัก ๆ แต่การมีอีกหนึ่งทางเลือกที่สะดวกก็ทำให้เราอุ่นใจมากขึ้น และเป็นที่ปรึกษาฉุกเฉินได้ในยามจำเป็น

 

——-

 

Q: แอพอูก้า (Ooca) ต่างจากสายด่วนสุขภาพจิตอย่างไร ทำไมต้องเสียเงินด้วยถ้ามีบริการฟรี

A: Ooca เป็นทางเลือกของนักศึกษาที่มีความทุกข์ใจ นักศึกษาไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ไม่ต้องรู้สึกอาย ไม่ต้องกลัวว่าใครจะรู้ว่ามาพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา จุดแข็งของ Ooca คือ เป็นการให้คำปรึกษาตามมาตรฐานโลก วีดีโอคอลเพื่อสังเกตกริยา ท่าทางประกอบการวินิจฉัย สื่อสารสองทางระหว่างแพทย์และนักศึกษา  เลือกผู้เชี่ยวชาญที่ตรงกับปัญหาและความต้องการ จัดเวลาตามสะดวก มีความรวดเร็ว มีระบบดูแลให้ความช่วยเหลือได้ทันทีเมื่ออยู่ในภาวะวิกฤตที่อาจเป็นอันตรายแก่ชีวิต และที่สำคัญ มีความเป็นส่วนตัว และมีระบบรักษาความลับสูงสุด

#สะดวกแบบไหนเลือกเลย

 

#ooca #กำแพงพักใจ #wallofsharing #วัยรุ่นต้องไม่วุ่นวาย www.wallofsharing.com www.taejai.com/wallofsharing

 

ติดตามเราได้ทาง

Twitter : twitter.com/WallofSharing

Instagram : https://www.instagram.com/oocawallofsharing/